นกเขาชนิดนี้เป็นนกเขาที่มีขนาดเล็ก จะมีเสียงขันไพเราะเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป นอกจากนี้ยังเชื่อถือกันว่า นกเขาชวา เป็นนกที่นำโชคลาภมาให้แก่ผู้เลี้ยงอีกด้วย
ถิ่นกำเนิด : มีอาศัยอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ พบมากในแถบภาคกลางภาคใต้ของไทย ปัจจุบันถูกนำมาเลี้ยงในประเทศและแพร่พันธุ์ได้ดีไปทุกภาค พบได้ในทุ่งโล่ง และป่าละเมาะ นกเขาชวา ยังพบในฟิลิปปินส์ และออสเตรเลียด้วย
รูปร่างลักษณะ : ตัวเล็กกว่านกเขาชนิดอื่น ๆ ขนปกคลุมตัวสีน้ำตาลหัวสีเทา หรือมีสีที่หัวเป็นสีน้ำเงิน ด้านข้างคอมีแถบสีดำสลับกับแถบขาวเป็นลายตามขวาง ด้านหลังสีเข้มมีขีดขวาง คล้ายกับลายของม้าลาย ในต่างประเทศจึงเรียก นกเขาชวา ว่า "ม้าลาย" ด้านท้องสีจาง ใต้ลำตัวเป็นสีขาวมีขีดขวางเล็ก ขอบท้ายของขนหางสีขาว อุปนิสัย : นกเขาชวา ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าละเมาะชายทุ่งและบริเวณที่ทำการเพาะปลูก ชอบอยู่กันเป็นคู่ บางทีก็เห็นอยู่เดี่ยวแต่ไม่ ชอบหากินอยู่เป็นฝูงใหญ่ มักขันบ่อย ๆ ในยามเช้าและยามเย็น เป็นนกที่เชื่องคนง่าย
การขยายพันธุ์ : เป็นนกที่มีผัวเดียว เมียเดียว เมื่อเกี้ยวพาราสี นกตัวผู้จะขันและก้มหัวเป็นจังหวะและแพนหางออก วางไข่ครั้งละ1-2ฟอง ลูกนกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว มีขนงอกออกมาเต็มตัวภายใน 14วัน เมื่อลูกนกลงรังแล้ว พ่อแม่นกจะเริ่มวางไข่อีกครั้ง นกเขาเป็นนกที่อายุยืน บางตัวอายุมากถึง 20 ปี
การสร้างรัง : เป็นรังที่เกิดจากการสานกิ่งไม้แบบหยาบๆ ประกอบด้วยหญ้า รากไม้ กิ่งไม้ ทำรังในพุ่มไม้ที่อยู่ระดับสูงจากพื้นดิน รังกว่างประมาณ 8-10 ซ.ม. และ ลึก2-3ซ.ม. ระยะเวลาฟักไข่ประมาณ 14วัน พ่อและแม่นกจะช่วยกันป้อนอาหารลูกนก ระยะแรกๆจะขยอกของเหลวคล้ายน้ำนมจากลำคอเพื่อป้อนลูกนก และระยะต่อมาจะขย้อนอาหารที่เป็นเมล็ดพืชที่ย่อยบ้างแล้วจากกระเพาะพักอาหารป้อนลูกนกจนหัดกินอาหารเองได้ นกเขาชวา
นกเขาชนิดพันธุ์นี้เป็นนกเขาที่มีขนาดเล็กมากที่สุดเป็นนกที่มีเสียงขันไพเราะเป็น ที่ชื่นชอบของคนทั่วไป นอกจากนี้ยังเชื่อถือกันว่าเป็นนกที่นำโชคลาภมาให้แก่ผู้เลี้ยงอีกด้วย
ชื่อวงศ์ Columbidae ชื่ออื่น นกเขาเล็ก นกเขาแขก ชื่อสามัญ Zebra Dove or Barrec ground Dove or Javanese striated Ground Dove ชื่อวิทยาศาสตร์ Geopelia striata striara (Linnaeus) ถิ่นกำเนิด พบมีอาศัยอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย (ชวา) มาเลเซีย ในไทยนั้นพบมากทางภาคใต้เมื่อ 70ปีก่อนซึ่งปัจจุบันถูกนำมาเลี้ยงในประเทศและแพร่พันธุ์ได้ดีไปทุกภาคจนกลายเป็นนกประจำถิ่น พบได้ในทุ่งโล่ง และป่าละเมาะ และมีพบในฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย รูปร่างลักษณะ ตัวเล็กกว่านกเขาไฟ ตัวเล็กกว่านกเขาชนิดอื่น ๆ ขนปกคลุมตัวสีน้ำตาลหัวสีเทา หรือมีสีที่หัวเป็นสีน้ำเงิน ด้านข้างคอมีแถบสีดำสลับกับแถบขาวเป็นลาตามขวาง ด้านหลังสีเข้มมีขีดขวาง คล้ายกับลายของม้าลายในต่างประเทศ จึงเรียกนกเขา "ม้าลาย"ด้านท้องสีจาง ใต้ลำตัวเป็นสีขาวมีขีดขวางเล็ก ขอบท้ายของขนหางสีขาว อุปนิสัย ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าละเมาะชายทุ่งและบริเวณที่ทำการเพาะปลูก ชอบอยู่กันเป็นคู่ บางทีก็เห็นอยู่เดี่ยวแต่ไม่ ชอบหากินอยู่เป็นฝูงใหญ่ มักขันบ่อย ๆ ในยามเช้าและยามเย็น เป็นนกที่เชื่องคนง่าย ลักษณะที่ดี
ปากงอเหมือนขอช้าง
มีสร้อยรอบคอ,ขนที่คอสีหมึกดำ อกนูน ขนสีดำมีสีขาวแซมที่ปีกหรือขนขาวทั้งตัว หน้าผากขาว ขนขาวรอบขอบตา,ขอบตากว้าง ขนหางยาวยื่นออกเป็นเส้นเดียว เท้าสีขาวเขียว ฝ่าเท้าดำ
แหล่งอ้างอิง:
http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/article/poultry/dove.htm
นักเลี้ยงนกเขามีความเชื่อว่าลักษณะลีลาการขันของนกเขาแต่ละตัวจะเป็นไปตามรูปร่างลักษณะพิเศษของนกเขาตัวนั้นๆลักษณะของนกเขาจึงเป็นเครื่องทำนายเสียงนกได้ด้วยดังนี้
1.นกตัวใดปากยาวเสียงขันยาว
|
วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559
นกในประเทศไทยมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ที่มีเสียงไพเราะ ซึ่งหนึ่งในพันธุ์นกที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงเพื่อการประกวดเสียงขันมากที่สุดก็คือ นกเขาชวา หรือจะเรียกว่านกเขาเล็กก็ได้เช่นกัน ลักษณะเด่นของนกเขาชวานั้นก็คือเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของนกเขาชนิดนี้ ซึ่งเสียงที่ดังกังวานไพเราะเหมือนกับเสียงปี่ชวา ทำให้นกเขาชนิดนี้ได้ชื่อว่า นกเขาชวานั่งเอง

การเลี้ยงนกเขาชวา
นกเขาชวา เป็นนกที่สามารถพบได้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบมาที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย และในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ในภาษามลายู เรียกนกเขาชวาว่า “บูรงตีเต”

ที่มา:http://www.thaiarcheep.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html

ลักษณะของนกเขาชวา
ซึ่งราคาค่างวดในการซื้อหามาเลี้ยงของกลุ่มนักเล่น นกเขาชวา นั้นจะซื้อตั้งแต่หลักพันบาทจนถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว โดยคนที่จะเลี้ยงนกเขาชวาได้นั้นต้องมีใจรักในการเลี้ยงนกเขาชวาเพราะต้องมีการดูแลอย่างดี และหมั่นเอาใจใส่ ซึ่งราคาของนกเขาชวานั้นจะดูจากเสียงที่ดังกังวานและไพเราะการเลี้ยงนกเขาชวา
นกเขาชวา เป็นนกที่สามารถพบได้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบมาที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย และในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ในภาษามลายู เรียกนกเขาชวาว่า “บูรงตีเต”

นกเขาชวาเป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงนก
นกเขาชวาเมื่อโตเต็มวัยจะมีสีน้ำเทาคล้ำ มีขนาดลำตัวยาว 8 ถึง 9 นิ้ว การเพาะเลี้ยงนกเขาขวานั้นสิ่งแรกเลยต้องหาพ่อแม่พันธุ์ที่มีเสียงที่ดังกังวาน ซึ่งจะได้จากตามธรรมชาติ หรือผู้ที่เพาะเลี้ยงนกเขาชวาเพื่อการค้า หลักจากลูกนกออกจากไข่เรียบร้อยแล้วประมาณ 1 วัน จะเริ่มหัดบิน ในช่วงเวลานี้ถ้าแม่นกเขาชวาออกไข่อีกเราควรที่จะแยกลูกนกที่เพิ่งฟักออกมาจากกรงที่มีพ่อแม่นกอยู่ ควรแยกกรงเหตุเพราะพ่อนกเขาชวาจะทำร้ายลูกนกด้วยการจิกกัดลูกนกซึ่งอาจจะทำให้ลูกนกตายได้เหมือนกัน โดยอาหารที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงลูกนกก็จะเป็นถั่วเขียวบด ดอกหญ้า ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียวดำ ข้าเปลือกเป็นต้น
การเลี้ยงนกเขาชวาที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน
เมื่อลูกนกเขามีอายุย่างเข้า 3 ถึง 6 เดือนให้ปล่อยลูกนกเขาชวาไว้ในกรงใหญ่เพื่อให้ลูกนกเขาฝึกบินให้มากยิ่งขึ้น การเลี้ยงนกเขาชวานั้นเราควรที่จะเลี้ยงแบบเป็นคู่เพื่อให้นกเขาชวาไม่เหงาและส่งเสียงร้องประชันกันเพื่อฝึกซ้อมเสียง โดยทั่วไปแล้วผู้ที่นิยมเลี้ยงนกเขาชวานั้นจะนำนกเขาชวาไปไว้ที่สูงในตอนเช้าเพื่อให้ได้รับแสงและให้นกเขาชวาที่เลี้ยงไว้ไม่เครียด และควรนำนกเขาชวาที่เลี้ยงออกไปพบปะคนเพื่อเป็นการฝึกไม่ให้นกเขาตื่นกลัวผู้คน
การแข่งขันประชันเสียงของนกเขาชวาที่มีการแข่งขันเป็นประจำ
ที่สำคัญเมื่อนำนกเขาชวาไปสถานที่ใดแล้วนกเขาชวามีลักษณะตื่นกลัว นกเขาจะดิ้น เราควรเลี่ยงที่จะไปอาจจะเป็นเพราะมีศัตรูของนกเขาชวาอาศัยอยู่บริเวณนั่นก็เป็นไปได้ ซึ่งศัตรูของนกเขาชวาจะมีพวก แมว หนู ตุ๊กแก แมลงสาบ ค้างคาว หรือจะเป็นสถานที่ที่มีสีฉูดฉาดซึ่งนกเขาขวาไม่ชอบเช่นกัน ซึ่งสถานที่ที่ดีที่สุดในการแขวนและเลี้ยงนกเขาชวานั่นก็คือบริเวณที่สูงที่อยู่ในบริเวณบ้านเพราะนกเขาจะคุ้นชินกับบริเวณบ้าน โดยการแขวนนกเขาชวานั้นเราควรแขวนนกเขาสองตัวให้มีระยะห่างที่พอเหมาะเพื่อให้นกเขาฝึกตะเบ็งเสียงดังเต็มที่ ซึ่งเราสามารถรู้เสียงที่แท้จริงของนกเขาชวาได้
นกเขาชวาที่มีเสียงไพเราะจะมีราคาถึงหลักล้านเลยทีเดียว
การเลี้ยงนกเขาชวานั้น จะต้องหมั่นดูอาหารและน้ำอยู่เสมอ เราควรเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อเห็นว่าอาหารและน้ำสกปรกและควรหมั่นดูแลอาการป่วยที่จะเกิดกับนกเขาชวาได้เช่นกัน ซึ่งในตอนนี้นกเขาชวาที่มีราคาสูงที่สุดในตอนนี้อยู่ที่ 3 ล้านบาทอยู่ที่ BRTฟาร์ม ของคุณภิเษก บูรณะเขต ที่อยู่ที่ทางพิษณุโลกนั่นเองที่มา:http://www.thaiarcheep.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html
สารพัดข้าว
นกเขาชวา
กินพอดี=เสียงเด่น
เกินพอดี=เสียงด้อย

ข้าวเปลือกเม็ดมะเขือ
(ข้าวเปลือกนกเขาหรือข้าวเปลือกเม็ดเล็ก)
เป็นอาหารหลัก ใส่ถ้วยใหญ่

มิลเล็ทสูตรผสม เป็นอาหารเสริม ถ้วยเล็ก
สูตรนี้ประกอบด้วยมิลเล็ทหลากสี ข้าวเหนียวดำหัก ถั่วเขียวบดหยาบ
ข้าวโพดบดเป็นเม็ดเล็ก ๆ และข้าวไรน์
ถ้าหากว่าข้าวเปลือกหมดเกลื้องบ้าน เจ้าของนกจะให้ข้าวสูตรผสมชั่วคราวก็ได้
แต่ไม่ควรให้ตลอดทั้งเดือนทั้งปี

ข้าวเหนียวดำหัก ให้พลังงานสูง ใส่ถ้วยให้เ็ป็นครั้งคราว

ถั่วเขี่ยวบดหยาบ เป็นอาหารเสริม บำรุงพิเศษ นกเขาชวาบางตัวจิกกินเอง
แต่บางตัวต้องแช่น้ำทั้งเม็ด ๔-๕ ชั่วโมง แล้วจับป้อนเป็นครั้งคราว
ครั้งละ ๘-๑๕ เม็ด เพื่อให้นกแข็งแรงสุขภาพสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว
ก่อนนำเมล็ดธัญพืชเหล่านี้มาใช้เป็นอาหารนกต้องล้างเอาฝุ่น
หรือขัดคายข้าวเปลือกออกจะได้ลื่นคอนก
แล้วตากให้แห้งก่อนจะดีต่อนกในระยะยาว
เนื่องจากอาจมีฝุ่นหรือยาฆ่าแมลงตกค้างเป็นอันตรายต่อนกได้
หากมีนกเลี้ยงมาก ๆ เป็นสิบ ๆ ตัวควรซื้ออาหารเหล่านี้
ในสนามแข่งนกเขาชวาทั่วประเทศ จะได้ของดีทำมาถูกหลักอย่างแน่นอน
ข้าวนกตามร้านทั่ว ๆ ไปจะไม่ได้ทำความสะอาดล้างตากแห้ง
หากจำเป็นก็ใช้เป็นครั้งคราวได้ หรือนำมาล้างแล้วตากแห้งเองก่อน
ใส่ถ้วยให้นกเขาชวา
"ข้าวนกเขาชวาที่ขายในสนามแข่งนกทุกเจ้าไ
ด้ผ่านขบวนการทำความสะอาดมาเรียบร้อยแล้ว
ราคาอาจแพงกว่านิดหน่อย แต่มั่นใจได้เลยว่าดีแน่"
เมื่อคำขันของนกเขาชวามี"กว๊าก"
ให้ลดมิลเล็ท(ข้าวฟ่าง)
โดยเฉพาะนกเสียงเล็ก
มิลเล็ท (Millet) หรือข้าวฟ่างสารพัดสีมีขายในสนามแข่งนก
สูตรยอดนิยมต้องมีข้าวเหนียวดำ ข้าวไรน์ ข้าวโพดบด
ถั่วเขียวบดผสมปนลงไปด้วย เป็นสูตรเด็ดที่นกเขาชวาชอบมาก
ให้อาหารเฉพาะสูตรนี้ถ้วยหนึ่งกับข้าวเม็ดมะเขือ
(ข้าวเปลือกเม็ดเล็กหรือข้าวเปลือกนกเขา)อีกถ้วยใหญ่
ซึ่งคนเลี้ยงนกเขาชวาถือเป็นอาหารหลัก
นกก็จะสมบูรณ์แข็งแรง ได้สารอาหารจากธัญพืชครบถ้วน

สารพัดข้าวและถั่วเขียวบดที่ผสมลงในมิลเล็ท

ข้าวฟ่าง (Millet)ธัญพืชมากด้วยคุณประโยชน์ เพราะอุดมไปด้วยเส้นใย
เป็นอาหารที่ย่อยง่าย มีโปรตีนในปริมาณที่ใกล้เคียงกับถั่วเหลือง
มีแมกนีเซียม โพแทสเซียม และวิตามินบี 3 สูง
สำหรับนกเขาชวาแล้วเป็นของชอบ
เป็นขนมที่ขาดไม่ได้
มิลเล็ท หรือข้าวฟ่างเป็นพืชจากแอฟริกา แต่ปัจจุบันได้แพร่ขยายพัฒนาสายพันธุ์ไปทั่วทุกมุมโลก

อาหารธัญพืชที่นกเขาชวาชอบกินมากนอกจากข้าวเปลือกเม็ดมะเขือหรือข้าวเปลือกนกเขาเม็ดเล็กแล้ว
เจ้ามิลเล็ทสารพัดสีนี่เองที่เป็นขนมอร่อยของนกเขาชวา
เทรนเน่อร์นกหลายท่านใช้มิลเล็ทเป็นรางวัล
หรือเป็นสิ่งจูงใจให้นกขัน หรืออยู่ในระเบียบวินัย
เช่นหากไม่ขันก็จะอดมิลเล็ท
เสียงนกเขาชวากัับมิลเล็ทหลากสีหลายพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกัน
คือหากนกสมบูรณ์มากเกินไปเข้าข่ายน้ำหนักเกิน
อาจจะมีไขมันหรือกล้ามเนื้อบริเวณที่มีส่วนควบคุม
การไหลของลมจากหลอดเสียงนกเขาชวา ทำให้เกิดเสียงกว๊าว
ไม่เสนาะหู
เซียนนกหลายคนแนะนำให้ผมลดมิลเล็ทเพื่อให้
นกหัดเลี้ยงมีเสียงดีมานานนักหนาแล้ว
เมล็ดมิลเล็ทกว่าจะกระเทาะออกเห็นตัวเนื้อในที่เอามาหุง
เอามาป่นเป็นแป้งเพื่อทำอาหารนั้นยากกว่าข้าวมาก
ทำให้ชาวบ้านนิโกรโบราณต้องใช้เวลาตำอยู่นาน
หลายชั่วโมงในแต่ละคราว
การทำอย่างนี้ทำให้ได้ออกกำลัง จึงทำให้เผ่าพันธุ์คนผิวดำ
ในแอฟริกามีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แน่น ไม่ฉุ

การใช้ประโยชน์จากข้าวฟ่าง
เมล็ดข้าวฟ่างเป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ในหลายประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในทวีปแอฟริกา
ประเทศอินเดียและจีน มนุษย์อาจบริโภคข้าวฟ่าง
โดยตรงเป็นอาหารหลัก โดยหุงต้มคล้ายข้าว
หรือบริโภคในรูปของผลิตภัณฑ์ทำจากแป้งข้าวฟ่าง
นอกจากนี้ ยังใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ได้ดีอีกด้วย
คนเริ่มนิยมใช้ข้าวฟ่างผสมเป็นอาหารสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเทียบกับข้าวโพด ข้อได้เปรียบของข้าวฟ่าง
ก็คือ ราคาถูกกว่า แม้ว่าข้าวฟ่างจะมีไขมันน้อยกว่าข้าวโพด
เล็กน้อย
ทำให้ต้องใช้ข้าวฟ่างมากกว่าข้าวโพด
ในการที่จะให้ได้น้ำหนักเพิ่มเท่ากัน
แต่เมื่อคิดต้นทุนกำไรแล้ว การใช้ข้าวฟ่างทำเป็นอาหารสัตว์
อาจจะได้กำไรมากกว่า
โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวฟ่างที่ดีจะมีคุณค่าอาหารใกล้เคียงกับข้าวโพด

ที่มา:
http://www.oknation.net/blog/nokkhao-toziro/2010/09/24/entry-2
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
