วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559




นกเขาชวา      

นกเขาชนิดนี้เป็นนกเขาที่มีขนาดเล็ก จะมีเสียงขันไพเราะเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป นอกจากนี้ยังเชื่อถือกันว่า นกเขาชวา เป็นนกที่นำโชคลาภมาให้แก่ผู้เลี้ยงอีกด้วย
 
ชื่อวงศ์ Columbidae
ชื่ออื่น นกเขาเล็ก Merbok/Ketitir (Malay) ; Perkutut (Indonesia)
ชื่อสามัญ Zebra Dove ; Barred ground Dove ; Javanese striated Ground Dove
Peaceful Dove
ชื่อวิทยาศาสตร์ Geopelia striata (Linnaeus)

ถิ่นกำเนิด : มีอาศัยอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ พบมากในแถบภาคกลางภาคใต้ของไทย ปัจจุบันถูกนำมาเลี้ยงในประเทศและแพร่พันธุ์ได้ดีไปทุกภาค พบได้ในทุ่งโล่ง และป่าละเมาะ นกเขาชวา ยังพบในฟิลิปปินส์ และออสเตรเลียด้วย
รูปร่างลักษณะ : ตัวเล็กกว่านกเขาชนิดอื่น ๆ ขนปกคลุมตัวสีน้ำตาลหัวสีเทา หรือมีสีที่หัวเป็นสีน้ำเงิน ด้านข้างคอมีแถบสีดำสลับกับแถบขาวเป็นลายตามขวาง ด้านหลังสีเข้มมีขีดขวาง คล้ายกับลายของม้าลาย ในต่างประเทศจึงเรียก นกเขาชวา ว่า "ม้าลาย"  ด้านท้องสีจาง ใต้ลำตัวเป็นสีขาวมีขีดขวางเล็ก ขอบท้ายของขนหางสีขาว อุปนิสัย : นกเขาชวา ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าละเมาะชายทุ่งและบริเวณที่ทำการเพาะปลูก ชอบอยู่กันเป็นคู่ บางทีก็เห็นอยู่เดี่ยวแต่ไม่ ชอบหากินอยู่เป็นฝูงใหญ่ มักขันบ่อย ๆ ในยามเช้าและยามเย็น เป็นนกที่เชื่องคนง่าย  
การขยายพันธุ์ : เป็นนกที่มีผัวเดียว เมียเดียว เมื่อเกี้ยวพาราสี นกตัวผู้จะขันและก้มหัวเป็นจังหวะและแพนหางออก วางไข่ครั้งละ1-2ฟอง ลูกนกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว มีขนงอกออกมาเต็มตัวภายใน 14วัน เมื่อลูกนกลงรังแล้ว พ่อแม่นกจะเริ่มวางไข่อีกครั้ง นกเขาเป็นนกที่อายุยืน บางตัวอายุมากถึง 20 ปี  
การสร้างรัง : เป็นรังที่เกิดจากการสานกิ่งไม้แบบหยาบๆ ประกอบด้วยหญ้า รากไม้ กิ่งไม้ ทำรังในพุ่มไม้ที่อยู่ระดับสูงจากพื้นดิน รังกว่างประมาณ 8-10 ซ.ม. และ ลึก2-3ซ.ม. ระยะเวลาฟักไข่ประมาณ 14วัน พ่อและแม่นกจะช่วยกันป้อนอาหารลูกนก ระยะแรกๆจะขยอกของเหลวคล้ายน้ำนมจากลำคอเพื่อป้อนลูกนก และระยะต่อมาจะขย้อนอาหารที่เป็นเมล็ดพืชที่ย่อยบ้างแล้วจากกระเพาะพักอาหารป้อนลูกนกจนหัดกินอาหารเองได้





นกเขาชวา
 
      นกเขาชนิดพันธุ์นี้เป็นนกเขาที่มีขนาดเล็กมากที่สุดเป็นนกที่มีเสียงขันไพเราะเป็น ที่ชื่นชอบของคนทั่วไป นอกจากนี้ยังเชื่อถือกันว่าเป็นนกที่นำโชคลาภมาให้แก่ผู้เลี้ยงอีกด้วย

ชื่อวงศ์  Columbidae
ชื่ออื่น  นกเขาเล็ก นกเขาแขก
ชื่อสามัญ Zebra Dove or Barrec ground Dove or Javanese striated Ground Dove
ชื่อวิทยาศาสตร์  Geopelia striata striara (Linnaeus)

ถิ่นกำเนิด

พบมีอาศัยอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย (ชวา) มาเลเซีย ในไทยนั้นพบมากทางภาคใต้เมื่อ 70ปีก่อนซึ่งปัจจุบันถูกนำมาเลี้ยงในประเทศและแพร่พันธุ์ได้ดีไปทุกภาคจนกลายเป็นนกประจำถิ่น พบได้ในทุ่งโล่ง และป่าละเมาะ และมีพบในฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย

รูปร่างลักษณะ

ตัวเล็กกว่านกเขาไฟ ตัวเล็กกว่านกเขาชนิดอื่น ๆ ขนปกคลุมตัวสีน้ำตาลหัวสีเทา หรือมีสีที่หัวเป็นสีน้ำเงิน ด้านข้างคอมีแถบสีดำสลับกับแถบขาวเป็นลาตามขวาง ด้านหลังสีเข้มมีขีดขวาง คล้ายกับลายของม้าลายในต่างประเทศ จึงเรียกนกเขา "ม้าลาย"ด้านท้องสีจาง ใต้ลำตัวเป็นสีขาวมีขีดขวางเล็ก ขอบท้ายของขนหางสีขาว

อุปนิสัย

ชอบอาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าละเมาะชายทุ่งและบริเวณที่ทำการเพาะปลูก ชอบอยู่กันเป็นคู่ บางทีก็เห็นอยู่เดี่ยวแต่ไม่ ชอบหากินอยู่เป็นฝูงใหญ่ มักขันบ่อย ๆ ในยามเช้าและยามเย็น เป็นนกที่เชื่องคนง่าย

ลักษณะที่ดี
ปากงอเหมือนขอช้าง
มีสร้อยรอบคอ,ขนที่คอสีหมึกดำ
อกนูน
ขนสีดำมีสีขาวแซมที่ปีกหรือขนขาวทั้งตัว
หน้าผากขาว
ขนขาวรอบขอบตา,ขอบตากว้าง
ขนหางยาวยื่นออกเป็นเส้นเดียว
เท้าสีขาวเขียว ฝ่าเท้าดำ

สร้างโดย: 
ด.ญ.ธัญญรัตน์ ชลภัทรอภิวิชญ์ ม.1/8 เลขที่ 34


ลักษณะนกเขาที่ดี
นักเลี้ยงนกเขามีความเชื่อว่าลักษณะลีลาการขันของนกเขาแต่ละตัวจะเป็นไปตามรูปร่างลักษณะพิเศษของนกเขาตัวนั้นๆลักษณะของนกเขาจึงเป็นเครื่องทำนายเสียงนกได้ด้วยดังนี้
1.นกตัวใดปากยาวเสียงขันยาว
2.นกตัวใดจมูกดังนกพิราบ เสียงดูเป็นกังวาน
3.นกตัวใดมีเส้นเป็นร่องเข็มขัด นกตัวนั้นเสียงขัน "กุก" หายจะมีแต่เสียง "ค"
4.นกที่มีปากล่างไม่เรียว เสียงขันจะกุกพอง กุกเพราะ และเบา ถ้าปลายปากเรียวแหลม จะกุกแห้งและหนัก
5.นกที่มีขนเคราใต้ปากมากกว่าธรรมดาจะมีเสียงอ่อนหวาน เสียงขรมดี
6.นกที่มีรูจมูกยาวและรูจมูกไม่ปิดจะมีเสียงขันและเสียงขันอ่างขรมดี
7.นกที่คอยาว คอเรียว ลักษณะเสียงขันจะใหญ่พองถ้าคอพองและยาวตลอดไม่
เรียบ เสียงใหญ่และแข็ง
8.นกที่มีลำคอสั้นเสียงจะเล็ก
9.นกที่ลายขนเรียงเป็นแถวตามขวางนกนั้นจะขันกุกไม่ซ้ำถ้าลายซ้ำซ้อนจะขันกุกซ้ำ
10.นกตัวใดลิ้นเล็กสั้นจะเสียงใหญ่ ถ้าลิ้นใหญ่เสียงสั้น


การเลี้ยงนกเขาชวา
ลูกนกที่ออกจากไข่นานประมาณ ๑/๒ - ๑ วัน จะเริ่มหัดบิน ครั้นเวลาล่วงมานานประมาณ ๒๐ - ๒๕ วัน แม่นกจะเริ่มออกไข่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในระยะนี้พ่อนกจะไล่จิกตีลูกนก โดยปกติประมาณ ๒๐ วัน หลังจากที่ลูกนกออกจากไข่ควรจะแยกเอาลูกนกไปใส่กรงเล็กทันที เป็นการป้องกันพ่อนกที่จะจิกตีลูกนกจนตาย ในระยะแรกที่ลูกนกต้องจากอกพ่อนกแม่นก ลูกนกอาจกินอาหารเองไม่เป็น เจ้าของจะต้องเอาถั่วเขียวบดพอแหลกป้อนให้กิน จนกว่าลูกนกกินอาหารเองได้เอง จึงค่อยนำลูกนกไปปล่อยในกรงใหญ่ เพื่อให้ลูกนกหัดบินออกกำลังประมาณ ๓– ๖ เดือน แล้วจึงค่อนนำมาเลี้ยงในกรงเล็กใหม่ แต่ถ้านกเขาเพศเมียยังไม่ออกไข่ใหม่ เจ้าของก็อาจไม่ต้องแยกลูกนก จากพ่อแม่ก่อนก็ได้ เพียงแต่เจ้าของนก ต้องค่อยหมั่นเติมอาหารจำพวกเมล็ดดอกหญ้าเล็ก ๆ ข้างฟ่างและถั่วเขียวบดในถ้วยอาหารที่อยู่ในกรงเสมอ ๆ อย่าให้ขาด ในช่วงนี้พ่อนกจะเป็นผู้คอยป้อนอาหารให้ลูกนกเอง
เมื่อลูกนกเริ่มโตขึ้นก็จะต้องเปลี่ยนอาหารเป็นข้าวเปลือกเมล็ดสั้น และให้อาหารเสริมพวกดอกหญ้า ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียวดำ ปัจจุบันบางคนก็ให้นกเขากินตั๊กแตนด้วย เป็นการเสริมธาตุนก ทำให้นกมีกำลังขัน แต่ก็ต้องระวังอย่าให้นกกินตั๊กแตนที่มีสีน้ำตาลดำ เพราะทำให้นกเขาตายได้ ตั๊กแตนที่เสริมกำลังควรเป็นตั๊กแตนที่มีสีเขียวตัวอ่อนที่มีลักษณะป้อม ๆโดยต้องเด็ดเขาตั๊กแตนทิ้งให้หมด ให้เลือกแต่ลำตัว และปีกอ่อน ๆ เท่านั้น ให้กินครั้งละ ๓ ตัว เดือนหนึ่งให้กินประมาณ ๒ ครั้ง แต่นกเขาที่แข็งแรงแล้วไม่จำเป็นต้องให้ตั๊กแตนอีก และจะต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ


การเลี้ยงนกเขาไว้ในบ้านเพื่อประดับบ้าน หรือเลี้ยงไว้ฟังเสียงเพื่อความสุขใจ หรือจะเลี้ยงเพื่อเป็นการค้า หรือจะเลี้ยงเพื่ออะไรก็แล้วแต่ ควรจะเลี้ยงมากกว่า ๑ ตัวเสมอ เพราะนกเขาจะได้มีความสุขไม่หงอยเหงา อย่างน้อยที่สุดควรเลี้ยง ๑ คู่ และควรเป็นคู่ต่างเพศจะได้เป็นเพื่อนคู่ขัน ประชันกันแก้เหงา โดยจะเลี้ยงไว้กรงละตัว หรือ ๒ ตัว รวมกันไว้ในกรงค่อนข้างใหญ่ก็ได้


นักเล่นนกทางภาคใต้นิยมเลี้ยงนกเขาชวาแบบฝึกตลอดเวลา พยายามที่จะนำไปโยงตากแดดตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพื่อให้นกเขาได้ขันออกเสียงเต็มที่ เหมือนนกที่อยู่ในป่า ยิ่งถ้าเป็นชาวบ้านก็แทบจะหิ้วกรงนกเขาติดตัวตลอดเวลา เวลาไปกรีดยางหรือทำสวนจะเอาไว้กับต้นไม้ใกล้ตัว ทำงานไปฟังเสียงนกเขาขันไปด้วย แม้แต่เวลพักผ่อนจะเข้าร้านน้ำชากาแฟก็ยังหิ้วกรงนกเขาเข้าไปในร้านด้วย วิธีการเช่นนี้ช่วยให้นกเขาเชื่อง ไม่ตื่นกลัวคน ไม่ตกใจง่าย เวลาอยู่ในบ้านก็คอยดีดนิ้วร้องเรียกให้นกเขาขันคูช่วยให้นกเขาคุ้นกับคน


การแขวนกรงนกเขาให้ถูกที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ใดแขวนแล้วนกไม่ชอบ นกเขาจะดิ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกลัวอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ สถานที่แขวนกรงนกจะต้องอยู่ห่างจากศัตรูของนกเขา เช่น แมว หนู ตุ๊กแก แมลงสาบ ค้างคาวที่ชอบบินผ่านกรง แม้แต่สถานที่สีฉูดฉาดก็อาจทำให้นกเขาตื่นตกใจได้ ที่ใดแขวนแล้วนกเขาขันบ่อย ๆ ก็ควรจะแขวนไว้ที่นั่นประจำ เพราะจะทำให้ชินต่อสถานที่ นกเขาจะหมดกังวลกับสิ่งหวาดกลัว และถ้ามีสถานที่กว้างขวางพอก็ควรจะแขวนกรงนกเขา ให้มีระยะห่างกันพอสมควร ถ้าห่างกัน ขนาดนกเขามองไม่เห็นซึ่งกันและกันได้ยิ่งดี เพราะนกเขาจะได้ตะเบ็งเสียงดังเต็มที่ เป็นการขันโดยไม่ออมเสียง ทำให้คนฟังได้รู้เสียงขันที่แท้จริงของนกเขานั้น


สถานที่ที่ดีที่สุด คือ ชายคาบ้านหรือสถานที่ใกล้หน้าต่าง เพราะนกเขาจะได้มองเห็นท้องฟ้า เห็นทิวทัศน์ธรรมชาติ และตัวอาคารของบ้านด้วย ช่วยให้นกเขาเกิดความเคยชินกับบ้าน



อาหารที่จำเป็นสำหรับใช้เลี้ยงนกเขาชวา
เนื่องจากนกเขาชวาเดิมอยู่ในป่า อาหารที่นกเขาชวาชอบกินมักจะเป็นเมล็ดข้าวเปลือกนา ดอกหญ้า ดิน ทราย ฯลฯ เมื่อคนนำนกเขาชวามาเลี้ยง จึงจำเป็นต้องหาอาหารให้คล้ายกับอาหารที่นกเขาเคยกิน
อาหารนกเขาชวาที่จำเป็น ได้แก่ ข้าวเปลือกเมล็ดสั้น ไม่นิยมเลี้ยงนกเขาด้วยข้าวเปลือกเมล็ดยาวแบบข้าวเปลือกที่ใช้เลี้ยงไก่ ทั้งนี้เพราะถ้าเมล็ดยาวอาจจะทำให้ข้าวเปลือกติดคอ เพราะนกเขาคอเล็กกว่าไก่อาจทำให้นกเขาชวาตายได้ แต่ทั้งนี้ก่อนจะให้เป็นอาหารของนกเขาชวา จะต้องเอาข้างเปลือกเมล็ดสั้นนั้นมาล้างน้ำ เพื่อให้ฝุ่นละอองที่ติดตามเมล็ข้าวเปลือกออกให้หมดก่อนแล้วจึงนำตากแดดให้แห้งสนิท ข้างฟ่าง ข้าวฟ่างใช้เลี้ยงนกเขาชวามี ๓ สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีดำ
ดอกสมุทรโคดม เป็นข้าวที่มีลักษณะเป็นเมล็ดกลมขนาดเมล็ดถั่วเขียว
ดอกหญ้าปากควาย ปกตินกเขาชวาชอบกินดอกหญ้าปากควายมาก แต่ไม่ควรให้มากเกินไป เพราะจะทำให้นกผอมและเสียงแห้ง
เมล็ดผักเสี้ยน ช่วยเป็นยาระบายอ่อน ๆ ของนกเขาชวา
ลูกเซ่ง เป็นหญ้าชนิดหนึ่งขึ้นปะปนกับต้นข้าวในนา
งาดำ งาดำเปลือกเป็นยา ดีกว่างาขาว
ถั่วเขียว ก่อนให้เป็นอาหารนกเขาขวา ควรตำเล็กน้อย พอให้เปลือกแตก แต่อย่าให้ละเอียดนัก ถั่วเขียวจำเป็นต้องให้แก่นกที่กำลังผสมพันธุ์อย่างมาก เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย
ทรายและเปลือกหอยป่น ช่วยบำรุงกระดูกของนกเขาชวา และช่วยย่อยอาหารโดยเฉพาะเปลือกหอยป่น มีแคลเซียม และช่วยบำรุงกำลังให้นก ส่วนทรายทะเลช่วยให้ระบบย่อยอาหารของนกดีขึ้น
ดินลูกรัง นกเขาชวาชอบกินดินลูกรังที่ได้จากภูเขา ดินลูกรังให้ธาตุเหล็กแก่นก
ดินดำ เป็นดินปลวกดำ นกชอบ
น้ำสะอาด ต้องมีไว้อย่าให้ขาด
ข้าวไร่ นกเขาชอบกินแต่ไม่ควรให้บ่อย เพราะจะทำให้นกน้ำหนักเบา และขันเสียงตก
อาหารทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด ยกเว้นข้าวเปลือก น้ำสะอาด และทราย ก่อนจะให้เป็นอาหารนก จะต้องนำมาคลุกเคล้าผสมกัน ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่มีครบทุกอย่าง แต่ก็มีผู้ผสมอาหารสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงนกเขาชวาโดยเฉพาะ ซึ่งจะหาซื้อได้ทั่วไป หรือจะซื้อแต่ละชนิดมาผสมเองก็ได้


โรคท้องเสีย 
นกเขามักจะเป็นโรคท้องเสีย สังเกตได้เมื่อเห็นว่านกเขาถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมูลค่อนข้างเหลว และถ่ายบ่อย ๆ เมื่อนกเขามีอาการเช่นนี้แสดงว่านกเขากำลังมีธาตุไม่ดี หรืออาจสังเกตได้ที่ก้นนกเขา ถ้าบริเวณก้นนกเขามีมูลดำเปื้อนเปรอะติดรัง ก็แสดงว่านกเขากำลังเป็นโรคท้องเสีย ยาที่ใช้รักษา
ใช้ต้นตะไคร้สดตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ แล้วทุบให้ช้ำ ๆ หรือหั่นบาง ๆ ใส่ลงในถ้วยน้ำในกรงนกเขาชวา ให้นกเขากินโดยต้องเปลี่ยนน้ำและตะไคร้บ่อย ๆ และสังเกตอาการถ่ายของนกเขา ซึ่งจะพบว่ามูลนกจะค่อย ๆ เริ่มแข็งขึ้นหรือไม่ ถ้าเห็นว่าเริ่มเป็นปกติ จนถึงระยะที่ปกติ ก็ต้องหยุดและให้น้ำธรรมดาแทน ถ้าไม่ใช้น้ำตะไคร้ อาจจะใช้เปลือกมังคุดตากแห้งชื้นเล็ก ๆ ฝนกับน้ำปูนใส ๒ ช้อนโต๊ะ จนน้ำค่อนข้างขัน แล้วตักเพียง ๑ ช้อนกาแฟ มากรองใส่ปากนกเขา สังเกตดูหลังจากกินยาแล้วประมาณ ๓ ชั่วโมง อาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้ายังท้องเสียอยู่ก็ต้องให้ยาอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงให้อาหารตามปกติ หลังจากให้ยาครั้งหลังประมาณ ๓ ชั่วโมง นกเขาก็จะมีอาการดีขึ้นตามลำดับ
โรคหวัดธรรมดา 
ถ้านกเขาชวามีอาการสะบัดหัวบ่อย ๆ และมีน้ำเปียกบริเวณจมูกจะต้องคอยระวังอย่าให้นกเขาชวาถูกความเย็นมากเกินไป หรืออย่าให้นกเขาถูกลมโกรกมาก เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้นกเขาเป็นหวัดได้ง่าย เมื่อนกเขาเป็นหวัดอย่าปล่อยทิ้งไว้แม้จะเป็นหวัดธรรมดาที่ไม่ร้ายแรงก็ตาม ต้องรีบรักษา มิฉะนั้นจะเป็นบ่อเกิดของโรคปอดบวม อันอาจจะทำให้นกเขาตายได้
ยาที่ใช้รักษา ใช้หัวหอมแดงหัวใหญ่ ๆ ปอกเปลือกทุบทั้งหัวพอให้แตก อย่าให้ละเอียดนัก แล้วเอาผ้าขาวบางห่อหัวหอมนั้น แล้วนำไปแขวนไว้ในกรงติดกับซี่กรงในระดับเดียวกับจมูกนกขณะที่นกเขาเกาะที่คอน โดยต้องเปลี่ยนหัวหอมทุบใหม่ ๆ ทุก ๒ - ๓ วัน หรือจะใช้สำลีชุบยูคาลิปตัสห่อผ้าขาวบางแขวนไว้แบบเดียวกันก็ได้ แต่บางทีนกเขาก็ไม่ชอบกลิ่นยูคาลิปตัส จึงต้องคอยสังเกตให้ดีด้วย แต่ปรากฏว่าปัจจุบันจะให้ยาที่หาซื้อง่ายแบบยูคาลิบตัสมากกว่า
โรคท้องผูก 
บางครั้งนกเขาชวาอาจเป็นโรคท้องผูกได้ เช่นเดียวกับเป็นโรคท้องเดิน สังเกตได้เมื่อนกเขาถ่ายมูลเป็นก้อนแข็ง และกินอาหารน้อยลง มีอาการซึมในตอนเย็น ๆ แสดงว่านกเขากำลังเป็นโรคท้องผูก
ยาที่ใช้รักษา ใช้ดีเกลือผสมน้ำให้รสอ่อน ๆ กรอกปากนกเขาประมาณ ๒ ช้อนชา หรือใช้น้ำมะนาว ๑ ผล กรองให้สะอาดกรอกปากนกเขา แล้วใช้น้ำสะอาดกรอกปากนกเขาครั้งละ ๒ ช้อนชาทุก ๓ ชั่วโมง จนกว่านกเขาจะมีอาการดีขึ้น หรือไม่ก็ใช้เมล็ดพริกขี้หนูแช่น้ำปลาอย่างดี ๑ คืน ป้อนให้นกกินครั้งละ ๔ -๕ เมล็ด หรือไม่ก็ใช้ต้นเหงือกปลาหมอที่ยังสด ย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำปลาอย่างดี ๑ คืน ป้อนให้นกกิน ๒ - ๕ ชิ้นต่อครั้ง
โรคกระออบน้ำ 
โรคนี้เกิดจากการลืมให้น้ำนกเขาชวาเกินกว่า ๑ ชั่วโมง ถ้านกเขาเป็นโรคนี้อย่ารีบร้อนเทน้ำใส่ถ้วยน้ำมาก ๆ เพราะนกเขาจะกินน้ำมากจนจุก แล้วยิ่งกระออบน้ำมากขึ้น บางครั้งนกเขาอาจสำลักน้ำจนตายได้ ดังนั้น จึงควรเทให้นกเขากินเพียง ๒ - ๓ หยดก่อน
ยาที่ใช้รักษา ใช้ใบชุมเห็ดสด ๆ ๑ ใบ บดเคล้ากับน้ำปูนใส (ปูนกินหมาก) แล้วนำมากรองให้สะอาดใส่แทนน้ำธรรมดาให้กินประมาณ ๒ - ๓ วัน นกเขาชวาก็จะหายจากโรคกระออบน้ำ
โรคตาเจ็บ 
ถ้านกเขาชวามีตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างแฉะ มีน้ำเยิ้ม และมีขี้ตารอบ ๆ ดวงตา ยิ่งมีขี้ตามากก็แสดงว่า นกเขาเป็นโรคตาเจ็บมาก
ยาที่ใช้รักษา ใช้เถาตำลึงขนาดนิ้วก้อยที่ตัดมาใหม่ ๆ ๒ ท่อน ยาวประมาณท่อนละ ๕ - ๖ นิ้ว แล้วป่าเถาตำลึงนั้นให้นำในเถาตำลึงออกมาเป็นฟองเข้าในตาของนกเขา โดยต้องจ่อปลายเถาตำลึงให้อยู่ใกล้ตาของนกเขามากที่สุด แต่อย่าให้ถูกตานกเขา เถาตำลึง ๒ ท่อนใช้สำหรับตา ๒ ข้าง โดยต้องเป่าเถาตำลึงแต่ละท่อนเรื่อยไป จนกว่าน้ำในเถาจะหมด แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำถูกหัวนกเขาจนเปียก แม้ตาจะเจ็บเพียงข้างเดียวก็ตามก็ได้ ซึ่งปกติทางภาคใต้จะนิยมรักษาโรคตานกเขาชวาด้วยเถาตำลึง
โรคพยาธิ 
สังเกตนกเขาที่มีอาการเป็นโรคพยาธิได้เมื่อนกเขาถ่ายมูลออกมาโดยมีพยาธิออกมาด้วย กินอาหารจุแต่กลับผอมลง มีอาการเซื่องซึม ถ้าปล่อยให้เป็นจนเรื้อรังโดยไม่รีบปรึกษา นกเขาจะตายในที่สุด           ยาที่ใช้รักษา ให้นำใบกำเม็งสดมาตำให้ยุ่ยละเอียด แล้วนำมาคลุกกับกะปิอย่าให้มากนัก พอมีรสเค็ม ปั้นเป็นเม็ดยายาว ๆ ขนาดเม็ดพริกขี้หนู ป้อนให้นกกินประมาณ ๒ - ๓ เม็ด ตามอายุอ่อนแก่ของนก หรือจะใช้ดีเกลือผสมน้ำรสอ่อน ๆ กรอกปากนกประมาณ ๒ ช้อนชา วันละ ๓ ครั้ง จนกว่านกจะถ่ายมูลออกมาพร้อมกับพยาธิ ทำเช่นนี้วันรุ่งขึ้นนกเขาก็จะถ่ายมูลออกมาพร้อมกับพยาธิ จากนั้นต้องหยุดยาอีก ๑๐ วัน หลังจาก ๑๐ วันแล้วจึงให้ยาเพื่อถ่ายพยาธิอีก ทำเช่นนี้จนกว่าจะแน่ใจว่ากำจัดพยาธิได้หมดแล้วจึงหยุดให้ยา
โรคเหงาหงอย เวลานกเขามีอาการขันไม่ค่อยปกติ ยืนนิ่งแล้วซึมเป็นเวลาค่อนข้างนาน แสดงว่านกเขาเป็นโรคเหงาหงอยยาที่ใช้รักษา ใช้พริกขี้หนูสดตำให้ละเอียดคลุกกับข้าวสาร ควรใช้ปลายข้าวเพราะเมล็ดเล็กและสั้น แล้วจึงนำมาตากแดดให้หมาด ๆ แล้วเอามาคลุกไข่แดง เพื่อให้ไข่แดงช่วยเคลือบความเผ็ดร้อนของพริก นำไปตากแดดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเก็บไว้ในขวด อย่าให้ชื้นแล้วจึงป้อนนกเขาทุกเช้า ครั้งละ ๓– ๕ เมล็ด จนครบ ๗ วัน จากนั้นจึงป้อน ๓ หรือ ๗ วันต่อครั้ง เมื่อนกเขาเริ่มขยันขัน นั่นคือนกเขาหายหงอยเหงา จึงค่อยป้อนให้ ๑๕ วันต่อครั้ง โรคตาเป็นฝี นกเขาที่มีอาการบวมเป็นเม็ดคล้ายสิวที่ขอบตา และมีหัวอย่างฝี มีสีขาวหรือเหลือง ข้างที่จะเป็นฝีจะหรี่เล็กลงแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น มีน้ำเยิ้ม แสดงว่านกเขาชวาเป็นฝีตา
ยาที่ใช้รักษา ใช้ใบเสือหมอบอ่อน ๆ ๓ - ๔ ใบ ใส่ในฝ่ามือทั้ง ๒ ข้าง แล้วขยี้ให้ละเอียด ใส่ปูนแดงขนาดนิ้วหัวแม่มือผสมกันจนจนใบเสือหมอบกับปูนกลายเป็นฟองจากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือปาดฟองไปป้ายที่หัวฝีบริเวณขอบตานก แต่อย่าให้ฟองนั้นเข้าตานกทำแบบนี้เพียงครั้งเดียวก็พอ นกเขาก็จะมีอาการดีขึ้นตามลำดับ หรือจะใช้ยาที่ซื้อจากสัตวแพทย์ก็ได้

ที่มา:http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=947
   นกในประเทศไทยมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ที่มีเสียงไพเราะ ซึ่งหนึ่งในพันธุ์นกที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงเพื่อการประกวดเสียงขันมากที่สุดก็คือ นกเขาชวา หรือจะเรียกว่านกเขาเล็กก็ได้เช่นกัน ลักษณะเด่นของนกเขาชวานั้นก็คือเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของนกเขาชนิดนี้ ซึ่งเสียงที่ดังกังวานไพเราะเหมือนกับเสียงปี่ชวา ทำให้นกเขาชนิดนี้ได้ชื่อว่า นกเขาชวานั่งเอง
ลักษณะของนกเขาชวา
ลักษณะของนกเขาชวา
                ซึ่งราคาค่างวดในการซื้อหามาเลี้ยงของกลุ่มนักเล่น นกเขาชวา นั้นจะซื้อตั้งแต่หลักพันบาทจนถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว โดยคนที่จะเลี้ยงนกเขาชวาได้นั้นต้องมีใจรักในการเลี้ยงนกเขาชวาเพราะต้องมีการดูแลอย่างดี และหมั่นเอาใจใส่ ซึ่งราคาของนกเขาชวานั้นจะดูจากเสียงที่ดังกังวานและไพเราะ
การเลี้ยงนกเขาชวา
นกเขาชวา เป็นนกที่สามารถพบได้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบมาที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย และในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ในภาษามลายู เรียกนกเขาชวาว่า “บูรงตีเต”
 นกเขาชวาเป็นที่นิยมมาก
นกเขาชวาเป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงนก
                นกเขาชวาเมื่อโตเต็มวัยจะมีสีน้ำเทาคล้ำ มีขนาดลำตัวยาว 8 ถึง 9 นิ้ว การเพาะเลี้ยงนกเขาขวานั้นสิ่งแรกเลยต้องหาพ่อแม่พันธุ์ที่มีเสียงที่ดังกังวาน ซึ่งจะได้จากตามธรรมชาติ หรือผู้ที่เพาะเลี้ยงนกเขาชวาเพื่อการค้า หลักจากลูกนกออกจากไข่เรียบร้อยแล้วประมาณ 1 วัน จะเริ่มหัดบิน ในช่วงเวลานี้ถ้าแม่นกเขาชวาออกไข่อีกเราควรที่จะแยกลูกนกที่เพิ่งฟักออกมาจากกรงที่มีพ่อแม่นกอยู่  ควรแยกกรงเหตุเพราะพ่อนกเขาชวาจะทำร้ายลูกนกด้วยการจิกกัดลูกนกซึ่งอาจจะทำให้ลูกนกตายได้เหมือนกัน โดยอาหารที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงลูกนกก็จะเป็นถั่วเขียวบด ดอกหญ้า ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียวดำ ข้าเปลือกเป็นต้น
การเลี้ยงนกเขาชวา


การเลี้ยงนกเขาชวาที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน
                เมื่อลูกนกเขามีอายุย่างเข้า 3 ถึง 6 เดือนให้ปล่อยลูกนกเขาชวาไว้ในกรงใหญ่เพื่อให้ลูกนกเขาฝึกบินให้มากยิ่งขึ้น การเลี้ยงนกเขาชวานั้นเราควรที่จะเลี้ยงแบบเป็นคู่เพื่อให้นกเขาชวาไม่เหงาและส่งเสียงร้องประชันกันเพื่อฝึกซ้อมเสียง โดยทั่วไปแล้วผู้ที่นิยมเลี้ยงนกเขาชวานั้นจะนำนกเขาชวาไปไว้ที่สูงในตอนเช้าเพื่อให้ได้รับแสงและให้นกเขาชวาที่เลี้ยงไว้ไม่เครียด และควรนำนกเขาชวาที่เลี้ยงออกไปพบปะคนเพื่อเป็นการฝึกไม่ให้นกเขาตื่นกลัวผู้คน
 การแข่งขันประชันเสียงของ
การแข่งขันประชันเสียงของนกเขาชวาที่มีการแข่งขันเป็นประจำ
                ที่สำคัญเมื่อนำนกเขาชวาไปสถานที่ใดแล้วนกเขาชวามีลักษณะตื่นกลัว นกเขาจะดิ้น เราควรเลี่ยงที่จะไปอาจจะเป็นเพราะมีศัตรูของนกเขาชวาอาศัยอยู่บริเวณนั่นก็เป็นไปได้ ซึ่งศัตรูของนกเขาชวาจะมีพวก แมว หนู ตุ๊กแก แมลงสาบ ค้างคาว หรือจะเป็นสถานที่ที่มีสีฉูดฉาดซึ่งนกเขาขวาไม่ชอบเช่นกัน ซึ่งสถานที่ที่ดีที่สุดในการแขวนและเลี้ยงนกเขาชวานั่นก็คือบริเวณที่สูงที่อยู่ในบริเวณบ้านเพราะนกเขาจะคุ้นชินกับบริเวณบ้าน โดยการแขวนนกเขาชวานั้นเราควรแขวนนกเขาสองตัวให้มีระยะห่างที่พอเหมาะเพื่อให้นกเขาฝึกตะเบ็งเสียงดังเต็มที่ ซึ่งเราสามารถรู้เสียงที่แท้จริงของนกเขาชวาได้นกเขาชวาที่มีเสียง
นกเขาชวาที่มีเสียงไพเราะจะมีราคาถึงหลักล้านเลยทีเดียว
                การเลี้ยงนกเขาชวานั้น จะต้องหมั่นดูอาหารและน้ำอยู่เสมอ เราควรเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อเห็นว่าอาหารและน้ำสกปรกและควรหมั่นดูแลอาการป่วยที่จะเกิดกับนกเขาชวาได้เช่นกัน ซึ่งในตอนนี้นกเขาชวาที่มีราคาสูงที่สุดในตอนนี้อยู่ที่ 3 ล้านบาทอยู่ที่ BRTฟาร์ม ของคุณภิเษก บูรณะเขต ที่อยู่ที่ทางพิษณุโลกนั่นเอง

ที่มา:http://www.thaiarcheep.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html
สารพัดข้าว
นกเขาชวา



กินพอดี=เสียงเด่น  
เกินพอดี=เสียงด้อย


ข้าวเปลือกเม็ดมะเขือ

(ข้าวเปลือกนกเขาหรือข้าวเปลือกเม็ดเล็ก)

เป็นอาหารหลัก  ใส่ถ้วยใหญ่


มิลเล็ทสูตรผสม เป็นอาหารเสริม ถ้วยเล็ก

สูตรนี้ประกอบด้วยมิลเล็ทหลากสี ข้าวเหนียวดำหัก ถั่วเขียวบดหยาบ 
ข้าวโพดบดเป็นเม็ดเล็ก ๆ  และข้าวไรน์ 

ถ้าหากว่าข้าวเปลือกหมดเกลื้องบ้าน เจ้าของนกจะให้ข้าวสูตรผสมชั่วคราวก็ได้  
แต่ไม่ควรให้ตลอดทั้งเดือนทั้งปี



ข้าวเหนียวดำหัก ให้พลังงานสูง ใส่ถ้วยให้เ็ป็นครั้งคราว



ถั่วเขี่ยวบดหยาบ เป็นอาหารเสริม บำรุงพิเศษ นกเขาชวาบางตัวจิกกินเอง 

แต่บางตัวต้องแช่น้ำทั้งเม็ด ๔-๕ ชั่วโมง แล้วจับป้อนเป็นครั้งคราว
 ครั้งละ ๘-๑๕ เม็ด เพื่อให้นกแข็งแรงสุขภาพสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว

ก่อนนำเมล็ดธัญพืชเหล่านี้มาใช้เป็นอาหารนกต้องล้างเอาฝุ่น 
หรือขัดคายข้าวเปลือกออกจะได้ลื่นคอนก 
แล้วตากให้แห้งก่อนจะดีต่อนกในระยะยาว
 เนื่องจากอาจมีฝุ่นหรือยาฆ่าแมลงตกค้างเป็นอันตรายต่อนกได้

หากมีนกเลี้ยงมาก ๆ เป็นสิบ ๆ ตัวควรซื้ออาหารเหล่านี้
ในสนามแข่งนกเขาชวาทั่วประเทศ จะได้ของดีทำมาถูกหลักอย่างแน่นอน

ข้าวนกตามร้านทั่ว ๆ ไปจะไม่ได้ทำความสะอาดล้างตากแห้ง 
หากจำเป็นก็ใช้เป็นครั้งคราวได้ หรือนำมาล้างแล้วตากแห้งเองก่อน
ใส่ถ้วยให้นกเขาชวา

"ข้าวนกเขาชวาที่ขายในสนามแข่งนกทุกเจ้าไ
ด้ผ่านขบวนการทำความสะอาดมาเรียบร้อยแล้ว
 ราคาอาจแพงกว่านิดหน่อย แต่มั่นใจได้เลยว่าดีแน่"

เมื่อคำขันของนกเขาชวามี"กว๊าก"

ให้ลดมิลเล็ท(ข้าวฟ่าง) 
โดยเฉพาะนกเสียงเล็ก


มิลเล็ท (Millet) หรือข้าวฟ่างสารพัดสีมีขายในสนามแข่งนก 
สูตรยอดนิยมต้องมีข้าวเหนียวดำ ข้าวไรน์ ข้าวโพดบด 
ถั่วเขียวบดผสมปนลงไปด้วย เป็นสูตรเด็ดที่นกเขาชวาชอบมาก 
 ให้อาหารเฉพาะสูตรนี้ถ้วยหนึ่งกับข้าวเม็ดมะเขือ
(ข้าวเปลือกเม็ดเล็กหรือข้าวเปลือกนกเขา)อีกถ้วยใหญ่
ซึ่งคนเลี้ยงนกเขาชวาถือเป็นอาหารหลัก 
นกก็จะสมบูรณ์แข็งแรง ได้สารอาหารจากธัญพืชครบถ้วน



สารพัดข้าวและถั่วเขียวบดที่ผสมลงในมิลเล็ท

ข้าวฟ่าง (Millet)ธัญพืชมากด้วยคุณประโยชน์ เพราะอุดมไปด้วยเส้นใย 
เป็นอาหารที่ย่อยง่าย มีโปรตีนในปริมาณที่ใกล้เคียงกับถั่วเหลือง 
มีแมกนีเซียม โพแทสเซียม และวิตามินบี 3 สูง 
สำหรับนกเขาชวาแล้วเป็นของชอบ 
เป็นขนมที่ขาดไม่ได้

มิลเล็ท หรือข้าวฟ่างเป็นพืชจากแอฟริกา แต่ปัจจุบันได้แพร่ขยายพัฒนาสายพันธุ์ไปทั่วทุกมุมโลก






อาหารธัญพืชที่นกเขาชวาชอบกินมากนอกจากข้าวเปลือกเม็ดมะเขือหรือข้าวเปลือกนกเขาเม็ดเล็กแล้ว

เจ้ามิลเล็ทสารพัดสีนี่เองที่เป็นขนมอร่อยของนกเขาชวา

เทรนเน่อร์นกหลายท่านใช้มิลเล็ทเป็นรางวัล 
หรือเป็นสิ่งจูงใจให้นกขัน หรืออยู่ในระเบียบวินัย 
เช่นหากไม่ขันก็จะอดมิลเล็ท

เสียงนกเขาชวากัับมิลเล็ทหลากสีหลายพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกัน
 คือหากนกสมบูรณ์มากเกินไปเข้าข่ายน้ำหนักเกิน 
อาจจะมีไขมันหรือกล้ามเนื้อบริเวณที่มีส่วนควบคุม
การไหลของลมจากหลอดเสียงนกเขาชวา  ทำให้เกิดเสียงกว๊าว  
ไม่เสนาะหู


เซียนนกหลายคนแนะนำให้ผมลดมิลเล็ทเพื่อให้


นกหัดเลี้ยงมีเสียงดีมานานนักหนาแล้ว  

เมล็ดมิลเล็ทกว่าจะกระเทาะออกเห็นตัวเนื้อในที่เอามาหุง
 เอามาป่นเป็นแป้งเพื่อทำอาหารนั้นยากกว่าข้าวมาก  
ทำให้ชาวบ้านนิโกรโบราณต้องใช้เวลาตำอยู่นาน
หลายชั่วโมงในแต่ละคราว

การทำอย่างนี้ทำให้ได้ออกกำลัง  จึงทำให้เผ่าพันธุ์คนผิวดำ
ในแอฟริกามีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แน่น ไม่ฉุ







การใช้ประโยชน์จากข้าวฟ่าง
เมล็ดข้าวฟ่างเป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ในหลายประเทศ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในทวีปแอฟริกา 
ประเทศอินเดียและจีน มนุษย์อาจบริโภคข้าวฟ่าง
โดยตรงเป็นอาหารหลัก โดยหุงต้มคล้ายข้าว 
หรือบริโภคในรูปของผลิตภัณฑ์ทำจากแป้งข้าวฟ่าง
 นอกจากนี้ ยังใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ได้ดีอีกด้วย
 คนเริ่มนิยมใช้ข้าวฟ่างผสมเป็นอาหารสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ
 เมื่อเทียบกับข้าวโพด ข้อได้เปรียบของข้าวฟ่าง 
ก็คือ ราคาถูกกว่า แม้ว่าข้าวฟ่างจะมีไขมันน้อยกว่าข้าวโพด
เล็กน้อย 


ทำให้ต้องใช้ข้าวฟ่างมากกว่าข้าวโพด

ในการที่จะให้ได้น้ำหนักเพิ่มเท่ากัน 
แต่เมื่อคิดต้นทุนกำไรแล้ว การใช้ข้าวฟ่างทำเป็นอาหารสัตว์ 
อาจจะได้กำไรมากกว่า 
โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวฟ่างที่ดีจะมีคุณค่าอาหารใกล้เคียงกับข้าวโพด





















ที่มา: 
http://www.oknation.net/blog/nokkhao-toziro/2010/09/24/entry-2